พระราชลัญจกรประจำรัชกาล

เป็นตราประจำพระมหากษัตริย์แต่ละรัชกาล ที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างขึ้น เพื่อเริ่มต้นรัชกาลเพื่อประทับกำกับพระปรมาภิไธย ในเอกสารสำคัญต่างๆของชาติ ที่เกี่ยวด้วยการราชการแผ่นดิน เช่น รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา และเอกสารสำคัญส่วนพระองค์ ที่เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน พระราชลัญจกรเป็นเครื่องมงคลที่แสดงถึงพระราชอิสริยยศ และพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์ จากหลักฐานพบว่า มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา อันเป็นหลักฐานถึงความเจริญด้านวัฒนธรรมของชาติที่สืบต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

พระราชสัญลักษณ์ ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

เป็นรูปปทุมอุณาโลม มีอักขระ "อุ" อยู่กลางล้อมรอบด้วยด้วยกลีบบัว ซึ่งเป็นพฤกษชาติที่เป็นสิริมงคลในพุทธศาสนา ตราอุณาโลมที่ใช้ตีประทับบนเงินพดด้วงมีรูปร่างคล้ายสังข์เวียนขวา อยู่ในกรอบมีพื้นเป็นลายกนก ผลิตออกใช้คราวพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2328.

พระราชสัญลักษณ์ ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

เป็นรูปครุฑยุดนาค เป็นราชพระราสัญลักษณ์ของพระปรมาภิไธยว่า "ฉิม" ตามความหมายของวรรณคดีไทย คือพญาครุฑในเทพนิยาย เทวะกำเนิดเป็นเทพองค์หนึ่งที่ทรงมหิทธานุภาพยิ่งแด่ยอมเป็นเทพ พาหนะสำหรับพระนารายณ์ ปกติอยู่วิมานฉิมพลี ดังนั้นจึงทรงพระกรุณาให้ใช้รูปยุตครุฑนาคเป็นสัญลักษณ์ ประจำพระองค์แทนพระปรมาภิไธย

พระราชสัญลักษณ์ ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นรูปราสาท เป็นพระราชสัญลักษณ์ของพระบรมนามาภิไธยว่า "ทับ"  หมายความว่า ที่อยู่หรือเรือน ดังนั้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า  ให้สร้างรูปปราสาท  เป็นพระราชสัญลักษณ์ประจำพระองค์ แทนพระปรมาภิไธย.

พระราชลัญจกร ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เป็นรุปกลมรี ลายกลางเป็นรูปพระมหาพิชัยมงกุฎ พระราชสัญลักษณ์ของพระบรมนามาภิไธยว่า "มงกุฎ"  ซึ่ง เป็นศิราภรณ์สำคัญของพระมหากษัตริย์ อยู่ในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ มีฉัตรบริวารตั้งขนาบข้างที่ขอบทั้งสองข้าง มีพานทองสองชั้นวางพระแว่นสุริยกานต์  หรือเพชรข้างหนึ่งวางสมุดตำราข้างหนึ่ง พระแว่นสุริยกานต์หรือเพชรมาจากฉายา ที่ทรงผนวชว่า "วชิรญาณ" ส่วนสมุดตำรามาจากเหตุที่ได้ทรงศึกษาเชี่ยวชาญในทางอักษรศาสตร์และดาราศาสตร์


พระราชลัญจกร ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เรียกว่าพระเกี้ยวเป็นรูปพระจุลมงกุฎเปล่งรัศมี (พระเกี้ยว) ประดิษฐานบนพานแว่นฟ้าเป็นสัญลักษณ์ของ พระบรมนามาภิไธยว่า "จุฬาลงกรณ์"  ซึ่งแปลความหมายว่าศิราภรณ์ชนิดหนึ่งอย่างมงกุฎ มีฉัตรบริวารตั้งขนาบข้าง ที่ริมขอบทั้งสองข้างมีพานแว่นฟ้าวางพระแว่น  สุริยกานต์หรือเพชรข้างหนึ่งวางสมุดตำราข้างหนึ่ง พระแว่นสุริยกานต์หรือเพชรและสมุดตำรานั้นเป็นการเจริญรอยจำลอง พระราชลัญจกร ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นสมเด็จพระชนกนาถ.

พระราชลัญจกร ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

เรียกว่าพระราชกัญจกรพระวชิระ เป็นรูป วชิราวุธ ยอดมีรัศมีประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า ตั้งอยู่เหนือดั่ง มีฉัตรกลีบบัวตั้งอยู่สองข้าง เป็นสัญลักษณ์ของ พระบรมนามาภิไธยว่า "วชิราวุธ" ซึ่งหมายถึงศาสตราวุธของพระอินทร์.

พระราชลัญจกร ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 7พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว 

เรียกว่า พระราชลัญจกร พระแสงศร เป็นรูปพระแสงศร 3 พระองค์  คือพระแสงศร พรหมาสตร์ พระแสงศรประลัยวาด และพระแสงศรอัคนีวาด เหนือราวพาดพระแสงเป็นตรามหาจักรีบรมราชวงศ์ ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ เบื้องซ้ายและเบื้องขวาของราวพาดพระแสง ตั้งบังแทรกสอดแทรกด้วย ลายกนกอยู่บนพื้นตอนบนของ ดวงตราพระแสงศร 3 องค์นี้ เป็นสัญลักษณ์ของ พระบรมนามาภิไธยว่า "ประชาธิปกศักดิเดชน์" ซึ่งมาจากความหมายของศัพท์คำสุดท้ายของวรรคที่ว่า เดชน์ แปลว่า ลูกศร.

พระราชลัญจกร ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล  

เป็นรูปพระโพธิสัตว์ประทับบนบัลลังก์ดอกบัว ห้อยพระบาทขวาเหนือบัวบาน หมายถึงแผ่นดิน พระหัตซ้ายถือดอกบัวตูมและมีเรือนแก้วด้านหลังแทนรัศมี  มีแท่นรองรับตั้งฉัตรบริวาร 2 ข้างเป็น พระราชสัญลักษณ์ของ พระบรมนามาภิไธยว่า "อานันทมหิดล"  ซึ่งแปลความหมายว่า เป็นที่ยินดีของแผ่นดิน  เพราะองค์ได้เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย โดยความยกย่องยินดีของอเนกนิกรชาวไทย ประหนึ่งพระโพธิสัตว์เสด็จมาประทาน  ความร่มเย็นเป็นสุขแก่ทวยราษฎร์ทั้งมวล

พระราชลัญจกร ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เป็นรูปพระที่นั่งอัฐทิศ ประกอบด้วยวงจักร กลางจักรมีอักขระเป็น อุ หรือ เลข 9 รอบวงจักรมีรัศมีเปล่งโดยรอบ เหนือจักรเป็นรูปเศวตฉัตรเจ็ดชั้น ฉัตรตั้งอยู่บนพระที่นั่ง อัฐทิศ แปลความหมายว่า ทรงมีพระบรมเดชานุภาพในแผ่นดิน โดยมีวันพระบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี ได้เสด็จประทับเหนือพระที่นั่ง อัฐทิศ สมาชิกรัฐสภาถวายน้ำอภิเษกจากทิศทั้งแปด นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ทรงรับน้ำอภิเษกจากสมาชิกรัฐสภาแทนที่จะทรงรับจากราชบัณฑิต ดั่งในรัชกาลก่อน.





ที่มา : http://www.baanjomyut.com/library/calendar/mark_ki