๑. น้ำพระราชหฤทัยในการพัฒนาชนบท

น้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยนั้น เริ่มแต่ครั้งเมื่อพระองค์เสด็จนิวัติพระนครจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ โดยได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในเรื่อง "เมื่อข้าพเจ้าจากสยามสู่สวิตเซอร์แลนด์" ความตอนหนึ่งทรงบรรยายว่า ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์ซึ่งแล่นฝ่าฝูงชนไปนั้น ทรงได้ยินเสียงราษฎรผู้หนึ่งร้องขึ้นว่า "อย่าละทิ้งประชาชน" ซึ่งพระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะตอบราษฎรผู้หนึ่งร้องขึ้นว่า "ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะละทิ้งประชาชนได้อย่างไร"

 

ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเมื่อวันศุกร์ที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" จากนั้นจนกาลเวลาผ่านมาถึงปัจจุบัน เหตุการณ์ได้พิสูจน์อย่างแน่ชัดว่าพระองค์ทรงยึดถือ "ธรรม" เป็นหลักในการปฏิบัติพระราชภารกิจตลอดมา จนเป็นผลให้เกิดความมั่นคงและความอยู่รอดปลอดภัยของประชาชนชาวไทยดังปรากฏชัดในปัจจุบัน การครองแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้น ทรงมุ่งมั่นไปที่การพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรเป็นหลัก โดยมิได้ทรงคำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนา อาจกล่าวได้ว่าแทบจะไม่มีแผ่นดินใดในพระราชอาณาจักรที่พระองค์ท่านไม่เคยเหยียบย่างพระบาทไปถึง เพื่อศึกษาความเป็นอยู่ของราษฎรด้วยพระองค์เอง โดยเริ่มต้นตั้งแต่พระองค์เสด็จนิวัติคืนสู่พระมหานครเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นต้นมา กิจกรรมแรกซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มของโครงการพระราชดำริต่าง ๆ ได้แก่ โครงการสร้างถนนเข้าไปสู่หมู่บ้านห้วยมงคล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ ในช่วงที่เสด็จแปรพระราชฐาน ณ พระตำหนักไกลกังวล และโครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่า อำเภอหัวหิน ซึ่งเป็นโครงการเกี่ยวกับแหล่งน้ำแห่งแรกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

 

พระราชดำริในการพัฒนาชนบทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดนั้น ทรงยึดหลักการพัฒนาให้เกิดการพึ่งตนเองได้ของชาวชนบทเป็นหลัก ซึ่งการที่ราษฎรในชนบทจะสามารถพึ่งตนเองได้นั้น ทรงเน้นการพัฒนา ๒ ประการ

 

ประการแรก ได้แก่ การสร้างความแข็งแรงให้ชุมชนด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานหลักที่จำเป็นต่อการผลิต อันจะเป็นรากฐานนำไปสู่การพึ่งตนเองในระยะยาว โครงการพื้นฐานที่สำคัญคือแหล่งน้ำ เพราะแหล่งน้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกษตรกร โดยเฉพาะที่ต้องพึ่งพาอาศัยน้ำฝน ได้มีโอกาสผลิตตลอดปี การผลิตตลอดปีเป็นเงื่อนไขข้อแรกที่จะทำให้ชุมชนพึ่งตนเองในเรื่องอาหารได้ระดับหนึ่ง เมื่อชุมชนแข็งแรงพร้อมแล้ว ก็อาจมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ที่จำเป็น การเตรียมชุมชนให้มีความแข็งแรงพร้อมอย่างเป็นขั้นตอนเช่นนี้ ทรงเรียกว่า "การระเบิดจากข้างใน"

 

ประการที่สอง ได้แก่ การส่งเสริมหรือสร้างเสริมให้กับชาวบ้าน ทรงเห็นว่า ชาวชนบทควรจะมีความรู้ในเรื่องการทำมาหากิน การทำการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งการนำเทคโนโลยีไปสู่ชนบท จะต้องดำเนินไปอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องเป็นขบวนการเดียวกัน เป็นเทคโนโลยีการผลิตที่ชาวบ้านรับได้และสามารถนำไปปฏิบัติอย่างได้ผลแท้จริง แนวทางในการพัฒนาชนบทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้น ทรงตระหนักในความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ดังพระราชดำรัสความว่า การพัฒนาจะต้องเป็นไปตามภูมิประเทศทางภูมิศาสตร์ และภูมิประเทศทางสังคมศาสตร์ ในสังคมวิทยา ภูมิประเทศตามสังคมวิทยาคือ นิสัยใจคอของคน เราจะไปบังคับให้คนคิดอย่างอื่นไม่ได้ เราต้องแนะนำเราเข้าไป ไปช่วยโดยที่จะดัดเขาให้เข้ากับเราไม่ได้ แต่ถ้าเราเข้าไปแล้วเราไปดูว่าเขาต้องการอะไรจริง ๆ แล้ว ก็อธิบายให้เขาเข้าใจ หลักการของการเข้าไปพัฒนานี้ก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง ในการพัฒนาชนบทนั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพยายามในเรื่องที่จะถนอมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนเคยอยู่ในอดีตอย่างมีความสุขมาตลอด พระองค์ทรงพยายามชี้ให้ชาวบ้านและหน่วยราชการได้รู้ถึงผลของการไปทำลายสิ่งต่าง ๆ จนกระทั่งต้องเผชิญกับความทุกข์ที่ตัวเองก่อขึ้นมา เป็นต้นว่า การตัดถนนในป่า พระองค์ท่านไม่ทรงโปรดให้ตัดต้นไม้ แต่พยายามให้ถนนคดเคี้ยวเพื่อหลีกเลี่ยงต้นไม้ให้มากที่สุด ไม่จำเป็นต้องตัดตรงแนว ทรงโปรดให้เป็นเส้นทางธรรมชาติ นอกจากทรงทะนุถนอมสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติแล้ว ยังทรงพยายามที่จะถนอมขนบธรรมเนียมประเพณีและระบบการศึกษาดั้งเดิม ซึ่งได้วางรากฐานของคนมาในระดับหนึ่งด้วย

 

ในการวางโครงการพัฒนาชนบทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้น พระองค์มิได้ทรงมุ่งหวังที่จะให้เกิดผลรวดเร็วทันใจ แต่ทรงยึดหลัก 3 ประการ ประการแรก คือ การค่อยเป็นค่อยไป ประการที่สอง คือ โครงการต้องสอดคล้องกับสภาพสังคมและภูมิประเทศ สิ่งใดที่ขัดกันก็ไม่ควรทำ และประการที่สาม คือ การพัฒนาโดยอาศัยชาวบ้านแนะนำ เสนอสิ่งที่มีประโยชน์ให้ชาวบ้าน ชาวบ้านจะเป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งจะทำให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างสูงสุด

 

จึงเห็นได้ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสนพระทัยงานพัฒนาเกือบทุกสาขาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชน และที่จะทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น โดยทรงยึดหลักการและแนวทางปฏิบัติที่สะท้อนให้เห็นถึงพระปรีชาญาณที่ลึกล้ำยิ่ง

 

ปัจจุบันนี้ โครงการพระราชดำริมีจำนวนมากมายครอบคลุมการพัฒนาหลายประเภทหลายสาขา เช่น ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและการชลประทาน การเกษตร การส่งเสริมอาชีพ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การจัดและพัฒนาที่ดิน การพัฒนาการคมนาคม การพัฒนาสาธารณสุข การศึกษา การวิจัย และการสงเคราะห์ต่าง ๆ เป็นต้น นอกจากโครงการพระราชดำริในองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชโดยตรงแล้ว ยังมีโครงการใหญ่ในระดับรัฐบาลซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานแนวพระราชดำริให้รัฐบาลดำเนินการในภาคต่าง ๆ ของประเทศ ในลักษณะของการรวมแผนการพัฒนาของหน่วยต่าง ๆ มาประสานเป็นโครงการเดียวกันเพื่อลดงานที่ซ้ำซ้อน และเพื่อให้ประชาชนได้รับผลการพัฒนาที่สูงสุดเป็นหนึ่งเดียว โครงการดังกล่าวซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วไป ได้แก่ โครงการน้ำพระทัยจากในหลวง (โครงการอีสานเขียว) และโครงการพัฒนาเพื่อความหวังใหม่ของชาวไทยใน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ฮารัปปันบารู)



ที่มา: http://www.ku.ac.th/e-magazine/jun49/agri/people.htm