๒. พระวิริยะบารมีปกเกล้าฯ ทรงแก้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๑ - ๒๕๓๘ ยิ่งทำให้ปัญหาการจราจรยิ่งทวีความรุนแรง อาจเป็นเพราะประชาชนมีสถานะทางการเงินและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงมีการใช้เงินซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มากขึ้น รวมไปถึงรถยนต์ ประกอบกับกรุงเทพฯ ไม่มีระบบขนส่งมวลชนที่สะดวกและมีประสิทธิภาพเพียงพอเป็นทางเลือกให้ใช้ ประชาชนที่มีรายได้ในระดับดี จึงนิยมใช้รถยนต์กันต่อไป เห็นได้จากจำนวนรถยนต์จดทะเบียนในกรุงเทพฯ ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก ๑,๖๓๕,๑๖๙ คัน ในปี ๒๕๓๑ เป็น ๓,๕๔๐,๐๘๒ คัน ในปี ๒๕๓๘

 

ปัญหาจราจรได้บั่นทอนคุณภาพชีวิตของชาวกรุงเทพฯ ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต มลพิษจากท่อไอเสีย ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม และยังก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล สำนักงานคณะกรรมการการจัดระบบการจราจรทางบก (สจร.) ประเมินว่า ในปี ๒๕๓๘ มูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจ จากปัญหาจราจรสูงถึงประมาณ ๙๑,๐๐๐ ล้านบาท แบ่งออกเป็นความสูญเปล่าทางเชื้อเพลิง ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท การซ่อมบำรุงและรักษาเครื่องยนต์ ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท และความสูญเปล่าของเวลา ๕๖,๐๐๐ ล้านบาท

 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงใส่พระราชหฤทัยในการแก้ไขปัญหาจราจร เพื่อผ่อนคลายความทุกข์ร้อนของชาวกรุงเทพฯ โดยทรงรับข้อมูลข่าวสารด้านการจราจรของกรุงเทพฯ จากหลายแห่ง เช่น หนังสือพิมพ์ ข่าวสารจากวิทยุ โทรทัศน์ หรือรูปถ่ายทางอากาศ อีกทั้งฟังการรายงานสถานการณ์จากหน่วยงานต่าง ๆ และบ่อยครั้งที่พระองค์ได้ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ทอดพระเนตรการจราจรในยามดึก รวมทั้งเสด็จพระราชดำเนินโดยทางเฮลิคอปเตอร์ ทอดพระเนตรเส้นทางการจราจร และการจัดระเบียบเส้นทางจากมุมสูง ซึ่งจะช่วยให้พระองค์มองปัญหาในภาพรวมได้อย่างชัดเจน จากนั้นก็จะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยทรงทดลองความเป็นไปได้ของแนวทางต่าง ๆ ในทุกแง่ทุกมุมที่อาจเกี่ยวข้อง พร้อมทั้งหาข้อมูลเพิ่มเติมมาประกอบพระบรมราชวินิจฉัย หรือแม้กระทั่งการเขียนแบบร่างด้วยพระองค์เอง แล้วจึงพระราชทานแนวพระราชดำริแก่กรุงเทพมหานคร เพื่อนำไปดำเนินการในรูปโครงการต่าง ๆ ต่อไป

 

 

 

กรุงเทพมหานครได้มีโอกาสน้อมรับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาดำเนินการหลายโครงการ ทั้งโครงการที่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น และโครงการที่เป็นการแก้ปัญหาเป็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน โครงการที่เป็นการพัฒนาเส้นทางจราจรให้เป็นโครงข่ายต่อเนื่องและสอดคล้องกัน ทั้งถนนสายหลัก สายรอง ในเมือง ทางด่วน ไปจนถึงถนนอ้อมเมือง หรือถนนวงแหวนรอบนอก ซึ่งเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาจราจรกรุงเทพฯ ทั้งระบบและที่สำคัญโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทุกโครงการเป็นการแก้ปัญหาตามสภาพความเป็นจริง





"โครงการพระราชดำรินี้คืออะไร ก็คือการที่จะให้รถแล่น อันนี้พูดอย่างนี้ อาจพูดเหมือนกำปั้นทุบดิน ว่าการจราจรมันก็ต้องแล่น ถ้าจราจรมันไม่แล่น มันก็ "อจร" ไม่จรแต่ว่าให้รถแล่นนั้น มีความเข้าใจผิดว่ารถต้องแล่นเร็ว ถึงจะจราจรคล่องแคล่ว บางทีเขาก็รายงานถนนดีมาก รถแล่นวิ่ง ถามเขาว่าวิ่งเท่าไร เขาบอกว่าวิ่ง ๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ๙๐ หรือ ๑๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั่นไม่ใช่การจราจรที่ถูกต้อง ในเมืองควรจะวิ่งอย่างมากที่สุด ๖๐ แต่ว่าที่เป็นไป ถ้าไม่ใช่ ๘๐ ก็ศูนย์ ความจริงที่จะแล่นแม้จะแล่นเพียง ๑๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็พอ ทำให้เดินทางมาได้ ใช้เวลา ๑ ชั่วโมง เขามาได้ ๑ ชั่วโมงก็พอทน คือถ้าวิ่ง ๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง อันนี้เป็นหลักที่ไม่มีใครคิด เป็นหลักที่ไม่มีใครย้ำ ฉะนั้นโครงการพระราชดำรินั้นก็คือ ให้รถพอแล่นได้ไม่คั่ง ไม่ศูนย์กิโลเมตรต่อชั่วโมง และไม่ ๑๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ให้พอไป"



โครงการขยายสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และโครงการก่อสร้างสะพานคู่ขนานสะพานมัฆวานรังสรรค์

 

ความประสานกลมกลืนระหว่าง "การพัฒนา" และ "การอนุรักษ์" คือปรัชญาสำคัญประการหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสอนและย้ำเตือนกรุงเทพมหานครให้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติภารกิจเสมอมา

 

โครงการขยายสะพานผ่านฟ้าลีลาศและโครงการก่อสร้างสะพานคู่ขนานสะพานมัฆวานรังสรรค์ สะท้อนแนวปรัชญาข้างต้นนี้ได้อย่างชัดเจน สะพานผ่านฟ้าลีลาศเป็นสะพานข้ามคลองบางลำพู ใกล้ป้อมมหากาฬ และเป็นจุดเชื่อมระหว่างถนนราชดำเนินกลางและราชดำเนินนอก ส่วนสะพานมัฆวานรังสรรค์เป็นสะพานที่สร้างข้าม คลองผดุงกรุงเกษมซึ่งต่างก็เป็นจุดที่การจราจรมีปัญหาอยู่เป็นนิจ





ยิ่งภาพหลังจากที่ได้มีการปรับแก้ระบบจารจร และเพิ่มเติมผิวจราจรบริเวณต้นถนนราชดำเนินกลาง ซึ่งทำให้การเดินทางจากสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เข้าสู่ถนนราชดำเนินคล่องตัวขึ้นด้วยแล้ว สภาพปัญหาคอขวดยิ่งรุนแรงขึ้น เพราะรถที่แล่นได้อย่างคล่องตัวบนถนนราชดำเนิน ซึ่งก็มีถึง ๒๐ ช่องจราจร เมื่อมาถึงบริเวณนี้ก็จะพบปัญหาเส้นทางที่บีบแคบลงมาก กล่าวคือ เหลือเพียง ๙ ช่องจราจรบนสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และ ๒ ช่องจารจรบนสะพานมัฆวานรังสรรค์

 

การแก้ปัญหาให้ได้ผล จึงต้องมีการเพิ่มพื้นผิวจราจรบริเวณทั้งสองสะพานนี้ให้สอดคล้องกับถนนราชดำเนิน อย่างไรก็ตาม ความพิเศษของโครงการทั้งสองนี้ก็คือ ต่างก็เป็นสะพานที่อายุยาวนานนับร้อยปี สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นงานศิลปกรรมอันงดงามทรงคุณค่า

 

สะพานทั้งสองแห่งคือมรดกที่มีคุณค่าทางศิลปกรรมและประวัติศาตร์ของชาวไทย ที่กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ กรุงเทพมหานครจึงต้องพิจารณาวิธีการในการแก้ไขปัญหา อย่างละเอียดรอบคอบเป็นพิเศษ ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้ทรงกำชับให้ ระมัดระวังในเรื่องการอนุรักษ์รูปแบบประติมากรรมให้เหมือนเดิม ด้วยมิใช่มุ่งแต่ขยายผิวการจราจรเพียงอย่างเดียว ท้ายที่สุดกรุงเทพมหานครก็ได้รับพระราชทานแนวคิดในการแก้ไข และแบบแปลนที่จะปรับปรุงและขยายสะพานผ่านฟ้าลีลาศ โดยให้ขยายผิวถนนออกไปทั้ง ๒ ช่องจราจร มีความยาวประมาณ ๒๕ เมตร




สะพานผ่านฟ้าลีลาศ


ส่วนสะพานมัฆวานรังสรรค์ กรุงเทพมหานครได้ประสานงานกับกรมศิลปากร เพื่อพิจารณารูปแบบการก่อสร้างที่จะไม่กระทบศิลปกรรมเดิม โดยพิจารณาไม่ขยายสะพาน แต่ให้ก่อสร้างสะพานคู่ขนานเพิ่มอีก ๒ สะพาน มีความกว้างสะพานละ ๑๕ เมตร ผิวจราจรกว้าง ๑๐ เมตร และมีทางเท้า ๒ ข้าง ข้างละ ๒.๕๐ เมตร มี ๓ ช่องจราจร และยาว ๒๒ เมตร ซึ่งมีความสูงน้อยกว่าสะพานมัฆวานรังสรรค์และมีรูปแบบศิลปกรรมที่กลมกลืนกับสะพานเดิม ด้วยวิธีนี้ กรุงเทพมหานครจึงสามารถพิทักษ์รักษาศิลปกรรมอัมทรงคุณค่าของสะพานทั้งสองไว้ได้อย่างสมบูรณ์



โครงการก่อสร้างถนนในพระราชดำริ

 

     

     

     



๑. โครงการทางคู่ขนานลอยฟ้าถนนบรมราชชนนี
๒. โครงการก่อสร้างถนนรัชดาภิเษก และทางยกระดับถนนพหลโยธิน ช่วงดินแดง-ดอนเมือง-หลักสี่-อนุสรณ์สถานรังสิต
๓. โครงการถนนวงแหวนกาญจนาภิเษก (ถนนวงแหวนรอบนอกด้านใต้) จังหวัดสมุทรปราการ
๔. โครงการถนนวงแหวนอุตสาหกรรม
๕. โครงการก่อสร้างถนนชุมชนบึงพระราม ๙ เชื่อมระหว่างถนนพระราม ๙ ถนนประชาอุทิศ
๖. โครงการก่อสร้างถนนเชื่อมระหว่างถนนพระราม ๙ กับถนนเทียมร่วมมิตร
๗. โครงการก่อสร้างสะพานจตุรทิศตะวันออก
๘. โครงการก่อสร้างถนนคู่ขนานถนนพระราม ๙ จากแยกเข้าวัดอุทัยธารามถึงก่อนขึ้นทางด่วนขั้นที่ ๒

ที่มา:
http://www.ku.ac.th/e-magazine/jun49/know/car.htm
http://www.mot.go.th/royal/main_royal.php