5.จากประพาสต้นบนดอยมาเป็นสวนผลไม้ชาวเขา

 จากประพาสต้นบนดอยมาเป็นสวนผลไม้ชาวเขา

การเสด็จประพาสต้นบนดอย ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นต้นกำเนินของโครงการหลวงเมื่อ 32 ปีมาแล้ว โครงการหลวงเป็นโครงการส่วนพระองค์อย่างแท้จริง ตั้งแต่เริ่มแรก ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อเริ่มโครงการนี้ เพื่อพิสูจน์ทฤษฎี เพื่อดูแลอธิปไตยของประเทศและเหนือสิ่งอื่นใด เพื่อความอยู่ดีกินดีของพสกนิกรของพระองค์เอง ไม่มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในโลก ทรงอุทิศพระวรกาย พระชนมายุพระราชหฤทัย และทรงให้เวลาอย่างมากมายในการทรงงานเพื่อทวยราษฎร์อย่างแท้จริง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ม.จ.ภีศเดช รัชนี รับสนองแนวพระพระราชดำริ และทรงนำการปฏิบัติบนดอยตามพระราชดำริ และพระราชกระแส ความมุ่งมั่นที่มีรับสั่งครั้งแล้วครั้งเล่าก็คือ "ความผาสุกของประชาชน) และความมั่นคงของประเทศ" ซึ่งเป็นภาพรวมของกรอบปฏิบัติที่ใช้ได้ทั่วประเทศ สำหรับโครงการหลวงซึ่งดำเนินการในเขตภาคเหนือนั้น มีความสำคัญในแง่ของการรักษาอธิปไตยของประเทศในการรักษาสภาวะวิกฤตของการรักษาและดูแลต้นน้ำลำธาร ในการทำให้ชาวเขามีความเป็นอยู่ดีขึ้น ไม่ตัดไม้ทำลายป่า ไม่ทำไรเลื่อนลอย ไม่ปลูกพืชเสพย์ติด และเป็นประชากรที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงที่มีจิตสำนึกในการดูแลรักษาต้นน้ำลำธารด้วย

จากกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานในโอกาสที่ผู้อำนวยการโครงการหลวงนำคณะบุคคลต่าง ๆ เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าถวายเงิน เพื่อพระราชทานแก่โครงการหลวง เมื่อวันเสาร์ที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ ณ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ ดังนี้

"โครงการหลวงนี้ ก็เริ่มต้นด้วยกิจการเล็ก ๆ น้อยๆ และได้ขยายขึ้นมาด้วยการสนับสนุนของทางราชการ และทางเอกชนร่วมกัน ซึ่งส่วนมากงานแบบนี้จะทำได้ลำบากเพราะว่าถ้าเป็นส่วนราชการ ก็จะต้องทำตามระเบียบราชการ ซึ่งล่าช้าไม่ทันการ ถ้าเป็นภาคเอกชนก็อาจไม่มีกำลังพอ การร่วมกันจึงเป็นวิธีที่ทำให้เกิดผล ผลนั้นก็ดังที่ท่านทุกคนได้เห็นประจักษ์แล้ว ทำให้คนในภาคเหนือนี้ ทั้งผู้ที่อยู่บนภูเขา ทั้งที่อยู่ในที่ราบ ได้รับการสนับสนุนและสงเคราะห์ช่วยให้พัฒนาตัวเองขึ้นมา โดยทำให้สิ่งที่เป็นปัญหาลดลงไป สิ่งที่วัตถุดิบของยาเสพย์ติด ซึ่งโครงการหลวงก็สามารถลดจำนวนของยาเสพย์ติดนี้ลงไปอย่างเห็นได้ชัด และนอกจากนี้ก็ได้ลดภัยของความเข้าใจผิดของความเข้าใจผิดในระหว่าง ประชาชนบนภูเขา และประชาชนในที่ราบ ทำให้มีความร่วมมืออย่างดี ทั้งทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งหมดนี้ มีฐานะดีขึ้น เป็นผลให้ประเทศมีความเจริญเป็นส่วนรวม และมีความปลอดภัยมั่นคงในที่สุด"

สำหรับงานบนพื้นที่สูง ผู้ปฏิบัติงานในโครงการหลวงทุกคนได้ยึดถือหลักการพระราชทาน ซึ่งง่าย สั้น และตรงจุด มาตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบันคือ ๑) ลดขั้นตอน ๒) เร็วๆ เข้า ๓) ช่วยเขาให้ช่วยตัวเอง ๔) ปิดทองหลังพระ จากหลักการที่พระราชทานนี้ทำให้เกิดการสร้างวีการที่สำคัญขึ้น เพื่อใช้ในการปฏิบัติในงานของโครงการหลวงคือ

๑) วิธีสร้างการประสานงานและความร่วมมือ

๒) วิธีสร้างการบุกเบิกและทดสอบสิ่งใหม่ๆ

๓) วิธีสร้างการกำหนดทางเลือก

๔) วิธีการสร้างจิตสำนึกของชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ที่อยู่บนพื้นที่สูง

ม.จ.ภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ได้ทรงตรัสแก่เหล่าเจ้าหน้าที่โครงการหลวงว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งกับผู้เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐานว่า โครงการหลวงเกิดขึ้นเพราะท่านไปเที่ยว คำว่า "ไปเที่ยว" นี้ เราท่านน่าจะว่า "ประพาสตัน" มากกว่า เพราะนอกจากจะเป็นราชาศัพท์ที่ถูกต้อง แต่ออกจะไม่ใช้กันแล้วยังทำให้เราเห็นภาพ พระพุทธเจ้าหลวง เวลาเสด็จฯไปเที่ยวบ้านชาวบ้าน โดยที่เขาไม่ไม่ทราบว่าท่านเป็นใคร จึงไม่ประหม่ามาก คุยคล่องถึงการกินอยู่ ทำให้ท่านสามารถพระราชทาน ความช่วยเหลือได้ตามพระราชอัธยาศัย ส่วนพระราชนัดดา คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ของพวกเรานี้ เมื่อทรงแปรพระราชฐานไปเชียงใหม่ เพื่อตามอากาศจะเสด็จฯไปหน้าหนาว จึงเรียกว่า พักร้อน อย่างที่ใครๆ เขามักจะเรียกกันไม่ได้ นอกจากนี้พระองค์ท่านไม่ได้ทรงพัก แต่มักจะเสด็จฯ ดั้นดันไปทอดพระเนตรชีวิตของคนบนดอย ซึ่งสำหรับคนอื่น ๆ แล้ว ยังกับว่าอยู่คนละโลกกับเรา เช่นเมื่อราว ๓๐ ปีมาแล้ว ทางไปพระธาตุดอยสุเทพมีถนนลูกรังที่รถยนต์ขึ้นได้แต่ลำบาก จากนั้นถ้าจะไปบ้านแม้วดอยปุย ก็ต้องเดินเอา นอกจากจะจ้างเสลี่ยงนั่งให้เขาหามโยกเยกไป ในเมื่อระยะใกล้ๆ ต้องใช้เวลาเดินนานเช่นนี้ ดอยจึงพันหูพันตาของคนไทยส่วนมาก

ที่หมู่บ้านแม้วใกล้พระตำหนักนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินแบบทรงเดินไป ท่านรับสั่งถามแม้วที่นั้นว่า นอกจากปลูกฝิ่นขายแล้ว เขามีรายได้จากพืชพันธุ์อื่นอีกหรือเปล่า ซึ่งเรื่องนี้หากเป็นคนอื่นถาม แม้วก็คงปฏิเสธว่าไม่ได้ปลูกฝิ่น แต่สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เขาเห็นได้ชัดว่าท่านทรงสนพระราชหฤทัย ทรงเห็นใจเขา มีพระราชประสงค์จะช่วยจึงไม่ปิดบังความจริงอะไร ทำให้ทรงทราบว่า นอกจากฝิ่นแล้ว ชาวเขายังเก็บท้อพื้นเมืองขาย ถึงแม้ว่าผลจะเล็กก็ตาม แต่ก็ยังได้เงินเท่า ๆ กับฝิ่นและเมื่อทรงโปรดเกล้าฯ ตั้งโครงการหลวงขึ้น จึงรับสั่งให้ค้นคว้าหาพันธุ์ท้อ หรือพืชที่มีผลใหญ่แบบในต่างประเทศ ที่เหมาะสำหรับบ้านเรา เพราะถ้าปลูกท้อผลใหญ่ได้แล้ว จะต้องทำเงินได้ดีกว่าฝิ่นแน่ นอกจากนี้ยังรับสั่งให้พยายามปลูกพืชเมืองหนาวอย่างอื่น เชน แอปเปิ้ล สาลี พลับ พลัม บ๊วย รวมทั้งผักและดอกไม้ด้วย เพราะผลิตผลเหล่านี้ ถ้านำมาขายในส่วนที่ร้อนของเมืองเราแล้ว ควรจะได้ราคาแพงแน่ ดังนั้นโครงการปลูกพืชทดแทนฝิ่น โครงการแรกของโลก จึงเกิดขึ้น และเมื่อประมาณ ๒๕ ปีต่อมา โครงการควบคุมยาเสพย์ติดของสหประชาชาติก็ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองเพื่อสดุดีพระเกียรติคุณในการแก้ปัญหายาเสพย์ติด โดยส่งเสริมให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น แต่ปลูกพืชเศรษฐกิจทดแทน

ตามกระแสรับสั่ง โครงการหลวงต้องหาพืชเมืองหนาวมาปลูกบนดอย ซึ่งนอกจากฝิ่นแล้ว ในขณะนั้นไม่มีใครทราบว่า มีพืชอะไรบ้างปลูกได้ ดังนั้นโครงการหลวงต้องทำการวิจัย คือ ทดลองมากมายหลายโครงการ การวิจัยย่อมต้องใช้คนและเงิน สำหรับคนนั้นพวกที่เพียบพร้อมด้วยความสามารถก็หาไม่ยาก เพราะเหล่านักวิชาศาสตร์ทางเกษตร ทั้งจากมหาวิทยาลัย และสถาบันต่าง ๆ มีความจงรักภักดีที่จะทำงานถวาย โดยเฉพาะได้ทำงานในโครงการหลวง ที่ไม่ขั้นตอนมากมายเหมือนในระบบราชการ เพราะมีรับสั่งให้ลดขั้นตอน อนึ่ง บรรดาอาจารย์ที่มาอาสาสมัครวิจัยนั้น ก็ได้ข้อมูลความรู้จากผลการวิจัยในประเทศเรา ไปสอนแก่ศิษย์ ซึ่งดีกว่าการศึกษาในตำราที่ฝรั่งเขียนไว้สำหรับเมืองเขา

เหตุผลที่ว่าทำไมถึงต้องส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกไม้ผล สำหรับเป็นพืชทดแทนฝิ่นนั้นก็เนื่องมาจากในงานวิจัยของโครงการหลวง ในการหาพืชอื่นให้ชาวเขาปลูกทดแทนฝิ่นนั้นทางโครงการฯ มีความมุ่งหมายที่จะแก้ไขเรื่องต่าง ๆ ไปพร้อมกันด้วย กล่าวคือพืชหลักควรจะเป็นไม้ยืนต้น เช่นไม้ผลชนิดต่าง ๆ กาแฟ ต้นนัท (พวกเกาลัด มะคาเดเมียนัท วอลนัทหรือมันฮ่อ เป็นต้น) ทั้งนี้ เพื่อมุ่งหวังให้ชาวเขาทำมาหากินอยู่กับที่ เลิกทำไร่เลื่อนลอย ซึ่งจะทำให้หยุดยั้งการทำลายป่าลงได้ นอกจากนั้น ไม้ยืนต้นเหล่านี้ก็ยังให้ประโยชน์ในแง่ของการอนุรักษ์ดินและน้ำ เหมือนกับเป็นการทดแทนป่าไม้อีกด้วย จากการทดลองในเรื่องไม้ผลยืนต้นนี้ ทางโครงการหลวงสามารถหาพันธุ์ไม้ผลเมืองหนาวหลายชนิด ที่สามารถให้ผลผลิตได้ดีบนพื้นที่สูง และได้นำผลจากการวิจัยเรื่อง การขยายพันธุ์ การปลูก ขั้นตอนการดูแลรักษา จนกระทั่งการเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยได้มีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมของโครงการมานำเอาความรู้ดังกล่าว ไปถ่ายทอด อบรมให้แก่เกษตรกรชาวเขาตามหมู่บ้านต่าง ๆ ต่อไป ปัจจุบันผลไม้เมืองหนาวหลายชนิดที่ผลิตโดยชาวเขา เช่น พีช พลับ บ๊วย พลัม สาบี่เอเซีย(ผลสีน้ำตาล) สตรอเบอรี่ ผลกีวี อะโวกาโดร องุ่น ฯลฯ มีจำหน่ายในตลาดกรุงเทพฯและเชียงใหม่ ภายใต้เครื่องหมายการค้าว่า "ดอยคำ"

เนื่องจากไม้ผลยืนต้นต้องใช้เวลานาน ๓-๖ ปี กว่าจะได้ผลผลิตทำรายได้ให้แก่ชาวเขาผู้ปลูก โครงการหลวงจึงมีนโนบายให้หาพืชอายุสั้นให้ชาวเขา ปลูกเป็นรายได้ไปพลางก่อน พืชอายุสั้นเหล่านี้มีมากมายหลายชนิดที่ขึ้นได้ดีในที่สูง และทำรายได้ไปพลางก่อน พืชอายุสั้นเหล่านี้มีมากมายหลายชนิดที่ขึ้นได้ดีในที่สูง และทำรายได้ให้แก่ผู้ปลูกเป็นอย่างมาก พืชดังกล่าว เช่น สตรอเบอรี่ ถั่วชนิดต่าง ๆ ผักเมืองหนาวหลายชนิด สมุนไพร เครื่องเทศ เมล็ดพันธุ์ผักและดอกไม้ ไม้ดอกชนิดต่าง ๆ ข้าวสาลี และธัญพืชอื่นๆ เป็นต้น นอกจากไม้ยืนต้นและพืชอายุสั้นที่กล่าวถึงแล้ว ชาวเขายังสามารถหารายได้จากงานอื่น ๆ เช่น งานหัตถกรรม ซึ่งทางมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพได้เข้ามาให้คำแนะนำการเลี้ยงสัตว์ การปลูก เห็ดเมืองหนาว เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าถ้าเราสามารถจัดการให้ชาวเขามีการปลูกไม้ผลยืนต้นเป็นพืชหลัก และพาพืชอายุสั้นอื่นๆ ที่เหมาะสมกับท้องถิ่นให้ปลูกได้ตลอดปี โดยอาจมีงานพิเศษเสริมเข้าไปด้วย ก็จะทำให้ชาวเขามีรายได้เกินกว่าการปลูกฝิ่นอย่างมากมาย ชนิดของพืชที่จะแนะนะให้ปลูกและงานพิเศษที่จะเสริมรายได้นั้น จะต้องมีการวางแผนให้เหมาะ เพื่อให้สอดคล้องกับปัจจัยต่างๆ เช่น ภูมิอากาศ ทางคมนาคม และตลาด เป็นต้น

ผู้เขียนขอยกตัวอย่างให้เห็นสักเรื่องหนึ่งสมมติว่าชาวเขาครอบครัวหนึ่งปลูกพื่ช (ท้อ) พันธุ์ดีที่โครงการหลวงได้ส่งเสริมเพียง ๑ ไร่ ซึ่งจะปลูกได้ประมาณ ๓๒ ต้น (ระยะปลูก ๗ คูณ ๗ เมตร) เมื่อต้นพืชอายุ ๓-๔ ปี จะให้ผลประมาณต้นละ ๑๐ กิโลกรัมเป็นอย่างต่ำ (ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเมื่อต้นพืชมีอายุมากขึ้น และจะให้ผลเต็มที่เมื่ออายุประมาณ ๖ ปีขึ้นไป) พืชพันธุ์ดีที่ว่านี้ควรจะขายได้ต่ำกว่ากิโลกรัมละ ๒๐ บาท (ในปี ๒๕๓๐ ขายได้กิโลกรัมละ ๕๐ บาท) ดังนั้น จากพื้นที่ ๑ ไร่ ก็จะได้เงิน ๖,๔๐๐ บาท มากกว่ารายได้เฉลี่ยจากการปลูกฝิ่น(ที่ชาวบ้านได้รับ) คือ ๔,๐๐๐ บาทเสียแล้ว โดยที่ยังไม่ได้รวมถึงรายได้จากการปลูกพืชล้มลุก และงานอื่นๆ ที่จะเสริมเข้าไปได้อีกมาก

สาลี่ สาลี่ที่ปลูกอยู่ในปัจจุบันเป็นสาลี่เอเซีย มีเนื้อทรายและรับประทานในขณะที่เนื้อยังกรอบอยู่ รสหวาน มีกลิ่นหอม ผลมีทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ มีทั้งรูปไข ทรงระฆัง และกลม พันธุ์ที่ส่งเสริมให้ปลูกในปัจจุบันได้แก่ พันธุ์โยโกยามิ วาเซ่เป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากประเทศไต้หวัน เปลือกผลเป็นสีน้ำตาลทอง มีประสีน้ำตาลอ่อนปนเขียว เนื้อค่อนข้างหยาบ ฉ่ำน้ำ ให้ผลผลิตสู่ตลาดในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ส่วนสาลี่ยุโรปที่ผู้อ่านหลายท่านเคยรับประทาน โดยเฉพาะเมื่อไปต่างประเทศนั้น เป็นคนละชนิด (Species) กัน และส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ที่ต้องการช่วงอากาศหนาวเย็นนาน ซึ่งจะปลูกให้ได้ผลดีในประเทศไทยนั้นคงเป็นการยาก อีกทั้งตลาดบ้านเราสำหรับสาลี่ยุโรป นี้ยังแคบอยู่เพราะโดยทั่วไป คนไทยเรามักจะชอบผลไม้ที่มีเนื่อค่อนข้างแข็ง และกรอบมากกว่าพวกที่มีเนื้อนิ่ม และในปัจจุบันนักวิจัยของโครงการหลวงกำลังผสมพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้พันธุ์สาลี่เอเซียที่มีคุณภาพดีกว่าพันธุ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน และสามารถปลูกได้ในสภาพดินฟ้าอากาศบนพื้นที่สูงของประเทศไทยต่อไป

พีช หรือ ท้อ ท้อเป็นผลไม้ที่คนไทยรู้จักกันมานานแล้ว แต่ชื่อนี้ฟังแล้วอาจจะไม่เป็นมงคลนัก เพราะบางคนอาจจะนึกไปถึงคำว่า "ท้อแท้" ตามหมู่บ้านชาวเขามีท้อพื้นเมืองปลูกอยู่ ซึ่งเข้าใจว่าพวกชาวเขาที่อพยพมาจากจีนนำติดตัวมา และท้อเหล่านี้ได้ปรับตัวเข้ากับสภาพดินฟ้าอากาศบนพื้นที่สูงของไทยได้ดี สำหรับท้อพื้นเมืองนี้ โดยทั่วๆ ไปชาวบ้านไม่นิยมรับประทานผลสด เนื่องจากผลมีขนาดเล็ก และรสชาติไม่อร่อย แต่มักนิยมนำมาดองขาย เป็นท้อดอง แปรรูปเป็นท้อแช่อิ่ม และแยมท้อ แต่ในปัจจุบันโครงการหลวงได้มีพันธุ์ที่ให้ผลขนาดใหญ่ มีคุณภาพดีกว่าท้อพื้นเมืองมาก และเป็นพันธุ์ที่ใช้รับประทานผลสด จึงเรียกชื่อท้อพันธุ์ดีเหล่านี้ใหม่ว่า "พีช" ตามภาษาฝรั่ง พีชที่ส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกนี้เป็นสายพันธุ์ที่ต้องการช่วงอากาศหนาวเย็นสั้น เหมาะกับสภาพพื้นที่สูงของไทยพันธุ์ส่วนใหญ่ที่ส่งเสริมให้ปลูกนั้น เป็นพันธุ์ที่มีเนื้อสีเหลือง ซึ่งทางโครงการหลวงได้ให้ชาวเขานำพันธุ์พีชที่ส่งเสริมนี้ ไปต่อกิ่งหรือติดตา กับต้นท้อพื้นเมืองที่ปลูกอยู่แล้ว ทำให้สามารถได้ผลผลิตภายในสองปีหลังจากนั้นพีชจะแก่เก็บเกี่ยวได้ในเดือน เมษายน-พฤษภาคม

พลัม พลัมเป็นผลไม้เมืองหนาวอีกชนิดหนึ่งที่โครงการหลวงได้ส่งเสิรมให้ชาวเขาปลูก คนจีนเรียกผลไม้ชนิดนี้ว่า "ลูกไหน" เป็นผลไม้ที่มีรสหวานหอมเปรี้ยวและสามารถแปรรูปได้หลายชนิด เช่น แช่อิ่ม ทำแยม ทำน้ำผลไม้ โดยเฉพาะแช่อิ่มนั้นมีขายทั่วไปในเมืองเชียงใหม่ สายพันธุ์พลัมที่ปลูกอยู่ในขณะนี้ได้มาจากมหาวิทยาลัยฟลอริดา สหรัฐอเมริกา คือ พันธุ์กัฟรูบี้ ซึ่งเมื่อแก่ผลมีสีม่วงเข้ม เนื้อสีเหลือง นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ที่นำเข้ามาจากไต้หวัน เช่น พันธุ์แดงบ้าหลวง (ผลสีม่วงแดง เนื้อสีแดง) พันธุ์เหลือง บ้านหลวง (ผลสีเหลือง เนื้อสีเหลือง) พันธุ์จูลี่ ซึ่งพันธุ์เหล่านี้นิยมใช้สำหรับแปรรูปผลพลัมแก่และเก็บเกี่ยวได้ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม

พลับ พันธุ์พลับที่โครงการหลวงส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกในปัจจุบันมีทั้งพันธุ์ที่ฝาดและพันธุ์ที่ไม่ฝาด พันธุ์ฝาดมักจะให้ผลดกกว่า แต่ต้องทำการขจัดความฝาดเสียก่อนบริโภค ทางโครงการหลวงได้คิดค้นวิธีทำลายความฝากของผลพลับ โดยทางฝ่ายคัดบรรจุของโครงการหลวง และทางศูนย์พัฒนาตามดอยต่างๆ ได้จัดการขจัดความฝาดของผลพลับจากชาวเขาที่ส่งมาจำหน่าย ก่อนส่งไปยังตลาดต่อไป สำหรับพลับพันธุ์ฝาดนี้ส่วนใหญ่นำมาจากไต้หวัน มักจะมีผลค่อนข้างเล็ก รูปร่างแบบค่อนข้างเป็นสี่เหลี่ยม ส่วนพลับพันธุ์หวานที่บริโภคได้ทันทีหลังจากเก็บเกี่ยว ที่ชาวเขาปลูกกันอยู่ก็คือพันธุ์ฟูยู่ ซึ่งมีรูปร่างค่อนข้างกลม มีขนาดใหญ่แต่ผลมักจะไม่ใคร่ดกเท่ากับพันธุ์ฝาด นอกจากใช้รับประทานผลสดแล้ว ทางโครงการหลวงยังได้ทำพลับแห้งออกจำหน่ายอีกด้วย ผลพลับจะสุกและเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน

บ๊วย บ๊วยนับว่าเป็นไม้ผลเมืองหนาวที่คนไทยเราคุ้นเคยกันดี โดยเฉพาะอาหารจานโปรดหลายชนิดที่ใช้บ๊วยเป็นส่วนประกอบ เช่น ปลานึ่งบ๊วย น้ำจิ้มบ๊วยเจี่ย เป็นต้น บ๊วยเป็นไม้ผลที่มีการปลูกในเมืองไทยมานานแล้ว โดยเฉพาะที่อำเภอแม่สาย อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย พบว่ามีปลูกแบบต้นไม้ในสวนหลังบ้าน สันนิษฐานว่า มีผู้นำบ๊วยเข้ามาจากทางตอนใต้ของจีน โดยผ่านทางพม่า และปลูกมานานจนต้นบ๊วยสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพฟ้าอากาศบ้านเราได้ดี สำหรับพันธุ์บ๊วยที่โครงการหลวงส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกอยู่ในปัจจุบันเป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากไต้หวัน ได้แก่ พันธุ์ปิงติง และพันธุ์เจนโถ ซึ่งให้ผลขนาดใหญ่กว่าบ๊วยพันธุ์พื้นเมืองจากเชียงราย บ๊วยเป็นไม้ผลที่ไม่นิยมรับประทานผลสด แต่นิยมเอาไปแปรรูป เช่น ทำบ๊วยดอง, บ๊วยเจี่ย, น้ำดื่มบ๊วย และตากแห้งเป็นบ๊วยเค็ม บ๊วยจะเก็บเกี่ยวได้ในช่วงปลายเดือนมีนาคม ถึงเดือนเมษายน

สำหรับแอปเปิลนั้น เคยมีการทดลองปลูก และพบว่ามีพันธุ์ที่สามารถปลูกในสภาพอากาศบนที่สูงของไทยได้คือ พันธุ์แอนนา พันธุ์คอเสทโกล และพันธุ์ไอเซมเมอร์ ซี่งให้ผลที่มีคุณภาพดี แต่เนื่องจากในช่วง ๕-๑๐ ปี ที่ผ่านมา มีการนำเข้าผลแอปเปิล จากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศจีนเข้ามาจำหน่วยในตลาดเมืองไทย แอปเปิลเป็นผลไม้ที่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานมาก จึงทำให้สามารถขนส่งเข้ามาทางเรือได้ครั้งละมากๆ ด้วยเหตุดังกล่าว ๆ ทางฝ่ายไม้ผลมูลนิธิโครงการหลวง จึงงดการส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกแอปเปิลเป็นรายได้ เพราะไม่สามารถแข่งขันในเชิงการค้ากับแอปเปิ้ลที่เข้ามาจากนอกในตลาดบ้านเราได้

ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ที่ทรงตั้งพระราชหฤทัยให้มีการรักษาป่า ต้นน้ำลำธาร บนพื้นที่ภูเขาสูงของประเทศ และในขณะเดียวกันก็ให้ชาวเขาที่มาพึ่งพระบรมโพธสมภารอยู่ในพื้นที่นั้นได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่เบียดเบียนป่านั้น คือ ไม่ตัดไม้ทำลายป่า ไม่ปลูกพืชเสพย์ติดนั้น พระองค์ได้พระราชทานพระราชดำริให้ชาวเขาอยู่เป็นที่ไม่ทำไร่เลื่อนลอย ไม่ย้ายหมู่บ้านเหมือนในอดีต พระองค์ได้พระราชทานแนวทางการใช้ประโยชน์ของป่า ๓ อย่าง ให้แก่กรมป่าไม้และโครงการหลวงนำไปปฏิบัติ คือ

๑. ป่าใช้สอย คือให้ชาวบ้านปลูกต้นไม้เนื้อแข็ง ที่สำหรับจะได้นำมาใช้ก่อสร้างที่ อยู่อาศัย

๒. ป่าทำเชื้อเพลิง คือให้มีการปลูกต้นไม้โตเร็วไว้ในบริเวณหมู่บ้าน สำหรับนำมาใช้สอยในครัวเรือน เช่น ทำฟืน เพาะเห็ด

๓. ป่ากินได้ คือให้มีการปลูกต้นไม้ที่ให้ผลผลิตสำหรับไว้รับประทานและขายเป็นร ได้ ซึ่งก็คือ ไม้ผลยืนต้นชนิดต่าง ๆ

และด้วยวิธี จะทำให้ชาวเขาเกิดความรักในพื้นที่ทำกิน มีความหวงแหนในต้นไม้ของเขา และผลที่ตามมาก็คือ ต้นไม้ยืนต้นเหล่านี้ ก็จะทำหน้าที่คล้วยกับป่า ในการอนุรักษ์สภาพแวดล้อม รักษาต้นน้ำ ลำธารที่เป็นสมบัติอันล้ำค่าของประเทศไทยต่อไป

ในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูงทางโครงการหลวง ได้ตระหนักเป็นอย่างดี และได้ปรับปรุงวิธีการผลิตไม้ผล โดยไม่ใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายในการกำจัดแมลงและโรคที่เป็นศัตรูพืช กล่าวคือ นอกจากจะใช้วิธีการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี เช่น ให้แมลง เช่น พวกห้ำ ตัวเบียน คอยควบคุมจำนวนแมลงที่เป็นศัตรูของพืช โดยการรักษาสมดุลของธรรมชาติแล้ว ทางโครงการหลวงยังได้นำวิธีการต่างๆ มาใช้ เช่น ได้แนะนำให้เกษตรกรชาวเขา ห่อผลไม้ตั้งแต่ผลยังเล็ก เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงทำลาย จึงทำให้ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงพ่น เหมือนกับการผลิตไม้ผลเมืองหนาวทั่วๆ ไปในต่างประเทศ นอกจากนี้ยังได้แนะนำให้ชาวเขาทำปุ๋ยหมัก ปู่ยพืชสด ใช้เอง โดยใช้มูลสัตว์ และเศษพืชในท้องที่เป็นการลดการใช้ปุ๋ยเคมี เป็นต้น จึงกลาวได้ว่าผลผลิตของโครงการหลวงนั้นสะอาด ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง (เนื่องจากไม่ได้พ่นสารเคมีเกษตร)

สุดท้ายนี้ผู้เขียนใครอัญเชิญกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เกี่ยวกับชาวเขา ดังนี้

"... เรื่องที่จะช่วยชาวเขา และโครงการชาวเขานั้น มีประโยชน์โดยตรงกับชาวเขาที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวเขามีความเป็นอยู่ดีขึ้น สามารถเพาะปลูกสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นรายได้กับเขาเอง ที่มีโครงการนี้ จุดประสงค์อย่างหนึ่งก็คือ มนุษยธรรม หมายถึงให้ผู้ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารสามารถที่จะมีความรู้ และพยุงตัวมีความเจริญได้อีกอย่างหนึ่งก็เป็นเรื่องช่วยในทางที่ทุกคนเห็นว่าเขาจะเลิกปลูกยาเสพย์ติด คือ ฝิ่น ทำให้นโยบายการระงับ การปราบปราม การสูบฝิ่น และการค้าฝิ่นได้ผลดี อันนี้เป็นผลอย่างหนึ่ง ผลอีกอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญมากก็คือ ชาวเขาเป็นผู้ทำการเพาะปลูก โดยวิธีที่จะทำให้บ้านเมืองของเราไปสู่หายนะได้โดยที่ถางป่าแล้วปลูก ก็เท่ากับช่วยบ้านเมืองให้มีความดี ความอยู่กินดีและความปลอดภัยได้อีกทั่วประเทศ เพราะถ้าสามารถทำโครงการนี้ได้สำเร็จ ให้ชาวเขาอยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง สามารถที่จะอยู่ดีกินดีพอสมควร และสนับสนุนนโยบายที่จะรักษาป่าไม้ รักษาดิน ให้เป็นประโยชน์ต่อไป ประโยชน์อันนี้จะยั่งยืนมาก...."

พระราชดำรัสนี้เท่ากับเป็นการตอบคำถามที่ว่า "ไปช่วยชาวเขาทำไมกัน"